วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทำเลในการขายหมูปิ้ง



ทำเลในการขายหมูปิ้ง
     สำหรับท่านที่กำลังมองหาอาชีพเสริม บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับท่านบ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ 
หมูปิ้ง หมุปิ้งนมสด สามารถทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ได้ค่ะ เพราะท่านขายแค่ช่วงเช้า และ ช่วงเย็นก็พอ ทำให้ช่วงกลางวันท่านสามารถไปทำงานอย่างอื่นๆ ได้สบายเลยค่ะ แต่ถ้ามาดูกำไรจากการขายหมูปิ้ง นั้นที่กลับไม่ธรรมดาเลยน่ะค่ะ สามารถนำมาทดแทนรายได้จากอาชีพหลักได้สบายค่ะ ทำไมเราจึงพูดเช่นนั้น เราลองมาคำนวณกันดูได้ค่ะว่าวันหนึ่งเราจะทำรายได้จากการขายหมูปิ้งได้ขนาดไหน
   

 ยกตัวอย่างกันเลยน่ะค่ะ
          สมมุติว่าตอนเช้า ท่านขายตั้งแต่ 06:00-09:00 ใช้เวลา3ชั่วโมง ขายได้ 200ไม้ ข้าวเหนียวอีก 120 ห่อ กำไรที่ท่านจะได้ คือ กำไรจากหมูปิ้ง 200x3.5 = 700 (3.5มาจากซื้อหมูปิ้งขายส่งมา6.5บาท/ไม้  ปิ้งขายไม้ละ10บาท กำไร 3.5ค่ะ  บวกกับกำไรจากการขายข้าวเหนียว 120x2.5 =300 บาท (ค่าข้าวเหนียวต้นทุนข้าวสารประมาณ2.5บาท  นึ่งขาย5บาท กำไร2.5บาท/ห่อ) รวมเป็น 1,000บาท หักค่าถ่าน,ค่าอื่นๆไม่เกิน200บาท  ท่านจะได้กำไรสุทธิ 800บาท ในช่วงเช้า  และถ้าขายช่วงเย็นอีกลูกค้าอาจจะไม่เยอะเท่าช่วงเช้า ได้กำไรซักครึ่งหนึ่งของตอนเช้าเป็น 400บาท รวม1วันท่านมีรายได้1,200บาท/วัน  ถ้าหนึ่งเดือนหละค่ะ  ท่านขายทุกวันเลย ก็เอา 1,200x30= 36,000 บาทเลยน่ะค่ะ  เป็นไงบ้างค่ะเห็นรายได้เเล้วลืมอาชีพหลักไปเลยหรือเปล่าค่ะ  แต่ว่าท่านคงจะมีคำถามในใจอีกอย่างคือจะขายที่ไหนดี  นี้แหละครับคือหัวใจของรายได้ เพราะทำเลในการขายจะเป็นส่วนสำคัญที่จะกำหนดยอดขายของเรา แต่รสชาติความอร่อยของหมูก็สำคัญน่ะครับ

ทำเลในการขายหมูปิ้ง ที่แนะนำ
- สำหรับหมูปิ้งควรขายบริเวณ หน้าโรงเรียน, ตามตลาดชุมชน,ตลาดนัด, หน้านิคมอุตสาหกรรม,ริมถนนทุกเส้นที่มีคนเร่งรีบไปทำงาน,หน้าหอพักขนาดใหญ่,สถานีรถไฟ,บนรถไฟช่วงเช้า หรือ จุดที่มีคนผ่านเยอะๆ จะขายดีมากค่ะ
 -ทำเลอื่นๆที่ท่านควรมองหานอกจากนี้ให้ยึดถือรูปแบบประมาณว่า ต้องเป็นจุดที่มีคนเร่งรีบผ่านเยอะๆๆ ในตอนเช้าและตอนเย็น เพราะจะทำให้ผู้ที่ผ่านไปมามองเห็นและตัดสินใจซื้อได้ง่าย ด้วยความเร่งรีบของเขาทำให้ต้องทานอาหารที่สะดวกรวดเร็ว หมูปิ้งจึงเป็นคำตอบให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ค่ะ

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

น้ำจิ้มแจ่ว วิธีทำ น้ำจิ้ม สูตรน้ำจิ้มรสเด็ด


วิธีทําน้ําจิ้มแจ่ว สูตรน้ําจิ้มแจ่ว สูตรน้ำจิ้มรสชาติจัดจ้าน เหมาะกับงานปาร์ตี้ปิ่งย่าง น้ำจิ้มไทย น้ําจิ้มหมูย่าง 
หมูปิ้ง ทําน้ําจิ้มแจ่ว การทําน้ําจิ้มแจ่ว

สูตรน้ำจิ้ม ส่วนผสมสำหรับทำน้ำจิ้มแจ่วกระกอบด้วย

พริกป่น 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ
ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
ผักชี หรือใบสาระแหน่

สูตรน้ำจิ้ม ขั้นตอนการทำน้ำจิ้มแจ่ว มีดังนี้

1. เตรียมชาม จากนั้นนำ พริกป่น ข้าวคั่ว น้ำตาลปี๊บ และ น้ำปลา ผสมให้ส่วนผสมเข้ากัน
2. จากนั้นค่อยๆเติมน้ำมะนาวทีละนิด จนได้รสชาติที่พอใจ
3. เสริฟใส่ถ้วยน้ำจิ้ม โรยใบหอม หรือใบสาระแหน่ ทานกับปลานึ่ง ไก่ย่าง หมูปิ้ง หมูปิ้งนมสด หรือผักลวกก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิธีการขาย ข้าวเหนียวหมูปิ้ง เป็นอาชีพเสริม รวมเคล็ดลับการทำกำไรและเรียกลูกค้า


  การดำเนินชีวิตของคนไทยในยุคนี้ ไม่ว่าอะไรก็ดูเร่งรีบไปเสียหมด โดยเฉพาะเรื่องของการรับประทานอาหารเช้าก็ต้องเร่งรีบเช่นกัน ยิ่งกับคนทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาละก็ไม่ต้องพูดถึง อาหารเช้าของคนทำงานจึงจำเป็นต้อง สะดวก รวดเร็ว และอิ่มท้อง "แล้วอะไรล่ะ?"  ที่ง่าย สะอาด สะดวก รวดเร็ว และอิ่มท้อง คำตอบก็คือ"ข้าวเหนียวหมูปิ้ง"  ช่องทางทำเงินในวันนี้นายอาชีพจึงหยิบยกธุรกิจทำเงินอีกหนึ่งอาชีพที่ทำเงินว่าด้วยเรื่องการขายข้าวเหนียวหมูปิ้งมาวิเคราะห์ สาเหตุที่การขายหมูปิ้งยังเป็นอาชีพเสริมที่ทำเงินให้กับผู้ขายอยู่ ก็มีไม่กี่เหตุผลครับ อย่างที่กล่าวไว้ วัฒนธรรมการกินดื่มของคนไทยโดยปกตินั่นกินง่ายอยู่ง่าย สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาและมีชีวิตที่เร่งรีบ ข้าวเหนียวหมูปิ้งจึงตอบโจทย์และครองแชมป์อาหารเช้าแบบเร่งด่วนได้ดีที่สุดครับ

พัฒนาการของข้าวเหนียวหมูปิ้งเสียบไม้
ทุกวันนี้ก้าวไกลไปมากครับ สูตรต่างๆได้เกิดขึ้นมากมาย เช่น หมูปิ้งนมสด หมูปิ้งพริกไทยดำ หมูปิ้งสมุนไพร และอีกมากมายที่เราเห็นตามท้องถนน การทำหมูปิ้งเป็นศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งไม่ได้เอาแค่เนื้อหมูมาหั่นบางๆแล้วเสียบไม้ขายแบบลวกๆ คุณภาพและความแตกต่างคือจุดแข็งของการขายครับ ยิ่งผู้ขายสร้างความแตกต่างมากเท่าไหร่ ผู้บริโภคก็ต้องอยากลิ้มลองเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหมูปิ้งที่ทำขายอีกด้วย
ลองนึกภาพตามครับ มีร้านข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่ 2 ร้านอยู่ติดกัน รสชาติเหมือนกัน ราคาเท่ากัน
ร้านแรก ธรรมดามากๆไม่มีป้ายไม่มีอะไรเลย ขายไปวันๆ
ร้านที่สอง เจ้าของยิ้มแย้มแจ่มใส่ ติดป้ายร้าน สร้าง story และเรื่องราวให้หมูปิ้ง เช่น หมูปิ้งเจ้าเก่าจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา อร่อย สะอาด ราคากันเอง
ขอถามคุณผู้อ่านว่าร้านข้าวเหนียวหมูปิ้ง 2 ร้านนี้ ร้านไหนน่าเข้าไปอุดหนุนครับ

วิธีการขายหมูปิ้งให้ได้กำไร รวมถึง สูตรการทำหมูปิ้ง
จริงแล้วสูตรการทำหมูปิ้งก็ไม่ได้มีอะไรมากมายครับ อยู่ที่การพลิกแพลงนิดๆหน่อยๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการเลือกวัตถุดิบหรือการเลือกใช้ส่วนไหนของตัวหมู โดยส่วนใหญ่ผู้ขายมักจะเลือกส่วนที่เรียกว่า สันคอหมู หรืออาจจะเลือก สันขาหลัง และติดมันเล็กน้อย  การเลือกส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆครับ เพราะรสชาติย่อมแตกต่างกัน

เมื่อได้เลือกสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือสูตรที่ใช้ในการหมัก
สูตรและส่วนผสมทั่วๆไปที่ใช้ในการหมักหมูปิ้ง ก็มีดังนี้ น้ำตาลทราย เกลือป่น ซอส ซีอิ้วดำ น้ำมันหอย พริกไทย รากผักชี เครื่องเทศ น้ำมันพืช นมสด หรือ นมข้มจืด อื่นๆ นำมาผสมแล้วหมักให้เข้ากัน ส่วนใครอยากจะเพิ่มเติมอะไรลงไปก็แล้แต่สูตรของแต่ละคน เช่น สมุนไพร เป็นต้น

คราวนี้ มาพูดถึงข้าวเหนียวกันบ้างครับ ข้าวเหนียวถือเป็นองค์ประกอบสำคัญเลยทีเดียว อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะ เพราะหมูปิ้งร้อนๆ แน่นอนว่าก็ต้องคู่ควรกับข้าวเหนียวร้อนๆนุ่มๆด้วยเช่นกัน คงไม่มีลูกค้าคนไหนชอบกินข้าวเหนียว แข็งๆ เย็นๆ เชื่อผมเถอะ

การตั้งราคาหมูปิ้ง 
การตั้งราคาต้องให้สมเหตุสมผลครับ หักลบกลบต้นทุนทุกอย่างแล้วก็ควรให้พออยู่ได้ก่อนในช่วงแรกๆ พอติดตลาดแล้วลูกค้าถูกใจแล้วบอกต่อ ต่อไปก็ขายไม่ทันเองแหละครับ ขอให้จำหลักง่ายๆว่า ลูกค้าชอบ ประหยัด สะอาด อร่อย และมีคุณภาพ อย่าลืมว่าคนไทยชอบของถูกและดีมีประโยชน์ครับ (แม้แต่ตัวนายอาชีพเอง ก็ชอบครับ ของถูกและดี อิอิ)

ทำเลที่ตั้งในการขายหมูปิ้งก็สำคัญนะ
การตั้งร้าน ควรหาที่ตั้งที่มีคนพลุกพล่าน หรือมีผู้คนพอสมควร เช่น แถวๆ โรงเรียน บริษัท โรงงาน คิวรถ หมู่บ้าน ปั้มน้ำมัน ตลาดสด  ทำเลทองที่กล่าวมานี้ จะช่วยทำให้ธุรกิจร้านข้าวเหนียวหมูปิ้งของท่านนั้นไปได้ดีและขายหมดในพริบตา เพราะควันและกลิ่นของหมูปิ้งจะเป็นตัวเชิญชวนลูกค้าให้แวะเวียนมาเอง ไม่ต้องไปจ้างโฆษณาที่ไหนครับ

ช่วงเวลาในการขายหมูปิ้ง
นายอาชีพแนะนำให้ขายในช่วงเช้า หรือช่วงเย็นนะครับ หรือถ้าขายดีจริงๆก็เหมาสองรอบเลยก็ไม่ว่า ไม่แนะนำให้ขายในช่วงกลางวันนะครับ เพราะช่วงกลางวันคนส่วนใหญ่มักจะเลือกรับประทานกันครับ น้อยมากที่จะมีข้าวเหนียวหมูปิ้งเป็นตัวเลือกของอาหารกลางวันครับ

สรุปอาชีพเสริมการทำหมูปิ้ง
ธุรกิจการทำข้าวเหนียวหมูปิ้งยังเป็นอาชีพเสริมที่ทำเงินที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านานครับ สำหรับผู้ที่ต้องการทำเป็นอาชีพอิสระก็ควรที่จะศึกษาสูตรต่างๆและนำมาประยุกต์หรือดัดแปลงให้แตกต่างครับ และการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย ที่สำคัญก็เรื่องของทำเลครับ นายอาชีพรับรองว่าธุรกิจร้านข้าวเหนียวหมูปิ้งจะสร้างรายได้และทำกำไรให้กับท่านได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ

ขอบคุณที่มา นายอาชีพ

ว่าด้วยเรื่องของการ"ย่าง"


อาหารย่าง

ความรู้เรื่องการย่างอาหาร


  • การย่าง เป็นวิธีทำอาหารแบบหนึ่ง ที่ใช้ความร้อนในการทำให้อาหารสุก โดยการเตรียมไฟ หรือแหล่งให้ความร้องจากด้านล่าง แล้วให้ความร้อนมาสู่อาหาร การรใช้ไฟ หรือขนาดความร้อนจะมาหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณและความต้องการของผู้ทำอาหาร การเลือกใช้ไฟในการทำอาหารเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ ในการทำอาหาร ในขณะย่างต้องพริกอาหารกลับไปมาเป็นระยะๆ เพื่อให้ความร้อนเข้าถึงด้านในและสุกอย่างทั่วถึง ในอาหารไทย อาหารที่ใช้การย่างมีทั้งแบบอาหารถูกย่างโดยตรงกับไฟ หรือการนำวัสดุอย่างอื่น มาห่อก่อนนำไปย่าง เช่น การน้ำใบตอง หรือใบเตยมาห่อ จะทำให้อาหารมีกลิ่งหอมน่ารับประทาน วัตถุดิบที่จะใช้วิธีนี้ สามารถใช้ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น หมู ไก่ ปลา หรือแม้กระทั้งผัก หรือผลไม้ สามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งนั้น อาหารย่างที่คนไทยนิยมมีทั้ง หมูย่าง หรือหมูปิ้ง, ไก่ย่าง, ปลาย่าง และอื่นๆ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิธีเลือกซื้อหมูเนื้อแดง อยากรู้..กดเลย!!



หมูเนื้อแดง เป็นวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์สำหรับประกอบอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากนำมาทำอาหารได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด แกง ทอด ยำ ต้มยำ ก๋วยเตี๋ยว หมูปิ้ง หมูปิ้งนมสด หรือจะลวกจิ้มน้ำจิ้มก็ยังอร่อยจนเอาใครเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ^ ^
ปัจจุบันมีการเลี้ยงหมูเป็นอุตสาหกรรม กล่าวคือเลี้ยงเป็นจำนวนมาก มีกำหนดเวลาการเลี้ยงที่แน่นอน มีการกำหนดสูตรอาหารให้หมูโตได้ขนาดในเวลาที่กำหนด มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้เนื้อหมูในปริมาณที่ต้องการ คุณภาพตามที่กำหนด และต้นทุนการเลี้ยงต่ำที่สุด
ในขณะเดียวกันก็มีฟาร์มหมูที่ไม่ได้ได้มาตรฐานหรือแอบใช้สารเคมีต้องห้ามเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและเร่งเนื้อแดงให้มีมากกว่าปกติ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ล้วนแต่สร้างผลเสียต่อผู้บริโภคทั้งสิ้น

ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่าหมูเนื้อแดงที่มีขายในท้องตลาดมีทั้งคุณภาพดีและไม่ดีผสมกัน วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการเลือกหมูเนื้อแดงที่ถูกต้อง ดังนี้
วิธีเลือกซื้อหมูเนื้อแดง
1. หมูเนื้อแดงที่ดีต้องมีสีชมพูสดถึงแดง แต่จะไม่แดงมาก และต้องไม่เป็นสีอื่นด้วย
2. ลักษณะเนื้อต้องละเอียด ไม่หยาบ
3. ไม่มีปุ่มขาวๆแทรกในเนื้อหมู เพราะจะเป็นเนื้อหมูที่มีพยาธิ
4. กลิ่นต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่แรงเกินไป
5. ไม่มีแมลงต่างๆตอม
6. เมื่อใช้นิ้วกดที่เนื้อแดง ต้องคืนตัวได้ดีไม่เกิดรอยบุ๋มตรงที่เรากด
7. สถานที่วางขายหมูเนื้อแดงนั้นต้องสะอาด พ่อค้าแม่ค้าแต่งตัวสะอาดและรัดกุม
8. ถ้าต้องการเนื้อหมูในตลาดสด ต้องไปซื้อแต่เช้า จะได้ของที่สดใหม่
9. ซื้อหมูเนื้อแดงที่ขายในราคาตลาด เนื้อหมูที่ราคาถูกเกินไป อาจเป็นเนื้อหมูเก่าหรือไม่ได้มาตรฐาน
10. ซื้อจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน ไว้ใจได้ หรือซื้อจากห้างสรรพสินค้า
วิธีเลือกซื้อหมูเนื้อแดง 10 ประการข้างต้น เป็นสิ่งที่พ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายต้องท่องให้ขึ้นใจก่อนซื้อเนื้อหมูมาประกอบอาหารทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นท่านอาจได้หมูเนื้อแดงที่ไม่สด ไม่สะอาด เป็นของเก่า ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือถูกเลี้ยงด้วยสารเร่งเนื้อแดง เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดการปรุงเนื้อหมู หมูปิ้ง ต้องปรุงสุกเท่านั้น ห้ามกินหมูเนื้อแดงดิบหรือสุกๆดิบๆเป็นอันขาด


วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิธีการซื้อเนื้อหมู มาใช้ในการทำเมนูต่างๆ

ในบรรดาเนื้อสัตว์ที่นิยมบริโภคกันโดยทั่วไป คงหนีไม่พ้นเนื้อเนื้อหมู ซึ่งในบางครั้งเวลาไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือเดินจ่ายตลาดสด เราจะมีเมนูที่อยากรับประทานอยู่ในใจ แต่ปัญหาคือว่าเมนูนั้นที่เราตั้งใจทำ ควรจะใช้เนื้อส่วนไหนมาทำถึงจะอร่อยเลิศที่สุด 
ดังนั้นคุณพ่อบ้านแม่บ้านไม่ต้องกังวลอีกต่อไป วันนี้เราขอนำเสนอข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการเลือกซื้อเนื้อส่วนๆ ว่าส่วนใดทำเมนูไหนจะอร่อยเข้ากันที่สุด



เนื้อหมู
สันใน เป็นส่วนที่นุ่มมากที่สุด เหมาะกับการทำอาหารประเภทอบหรือย่าง เป็นหมูปิ้ง หมูปิ้งนมสด 
สันนอก มีความนุ่มปานกลาง และเป็นก้อนใหญ่ เหมาะกับอาหารที่ต้องหั่นหมูเป็นชิ้นใหญ่ๆ


สะโพก มีความนุ่มปานกลาง เหมาะกับอาหารประเภทผัดหรือทอด
สามชั้น เป็นส่วนที่มีหนัง เนื้อ และไขมันสลับกันเป็นชั้นๆ เหมาะกับการนำมาต้มหรือตุ๋นให้เปื่อย ทำเป็นไส้ของอาหารต่างๆ รวมทั้งทอดทั้งชิ้นเป็นหมูกรอบ

ขอบคุณที่มา http://www.naewna.com/



วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

โรคที่สำคัญในสุกร


โรคที่สำคัญในสุกร
โรคอหิวาต์สุกร
          เป็นโรคที่ระบาดรุนแรง เกิดจากเชื้อไวรัส พบว่าเป็นได้กับสุกรทุกอายุ เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหาร กินน้ำ หายใจ หรือโดยทางบาดแผลที่ ผิวหนัง ใช้เวลาฟักตัว 3 วัน ถึง 3 สัปดาห์ แต่โดยทั่วไปประมาณ 7 วัน อาการที่พบคือ มีไข้สูง 105-108 องศาฟาเรนไฮต์ สุกรจะเบื่ออาหาร ซึม เยื่อตาอักเสบ (มีขี้ตา) ท้องผูก (ขี้เป็นเม็ด) และท้องร่วง (ขี้เป็นน้ำ) อาจพบอาการอาเจียนร่วมด้วย ผิวหนังบริเวณ หู คอ ท้อง และด้านในของขาหนีบ จะพบจุดเลือดออกเล็ก ๆ ทำให้ผิวหนังมีสีแดง และต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ในแม่สุกรท้องอาจจะเกิดการแท้งลูก ติดต่อจากสุกรตัวหนึ่งไปยังตัวอื่น ได้รวดเร็วมาก ภายใน 7 วัน อาจเกิดโรคอหิวาต์ได้ทั้งฟาร์มเมื่อสุกรเป็นโรคอหิวาต์แล้ว อัตราการตายสูงถึง 90% และไม่มีทางรักษา 
          การป้องกัน ทำวัคซีนเมื่อลูกสุกรอายุประมาณ 6 สัปดาห์ และสำหรับสุกรพ่อแม่พันธุ์ ควรทำวัคซีนทุก 6 เดือน ห้ามทำวัคซีนกับสุกรที่อ่อนแอหรือ สัตว์ป่วย หรือในสุกรตั้งท้องแก่ใกล้คลอด หมูปิ้ง หมูปิ้งนมสด
 โรคปากและเท้าเปื่อย
          เป็นโรคติดต่อที่รุนแรง ติดต่อได้อย่างรวดเร็วในสัตว์กีบคู่ (โค, กระบือ , แพะ ,แกะ, สุกร) โรคนี้เป็นได้กับสุกรทุกอายุ อัตราการเกิดโรคสูง แต่อัตราการตายต่ำ เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งในเมืองไทยขณะนี่พบอยู่ 3 ชนิด คือ โอ เอ และเอเชียวัน (ชนิดโอรุนแรงที่สุด) เมื่อเชื้อ โรคเข้าสู่ร่างกายสุกรแล้วจะใช้เวลาในการฟักโรคประมาณ 3-6 วัน สุกรจะเริ่มแสดงอาการป่วยออกมาให้เห็น อาหารที่พบได้คือ มีตุ่มน้ำใสที่บริเวณ ปลายจมูก ปาก ลิ้น ริมฝีปาก เหงือก และผิวหนังบริเวณไรกีบ ต่อมาตุ่มน้ำใสจะแตก นอกจากนี้ยังพบอาการไข้สูง เบื่ออาหาร น้ำลายยืด ขาเจ็บ กีบลอกหลุด และน้ำหนักลด
          การป้องกัน ทำวัคซีนเมื่อลูกสุกรอายุประมาณ 7 สัปดาห์ และทำวัคซีนอีกครั้ง ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา และสำหรับสุกรพ่อแม่พันธุ์ ทำวัคซีนทุก ๆ 4-6 เดือน  
 
          นอกจากนี้ก็มีโรคติดต่อในสุกรชนิดอื่นซื่งมีความสำคัญ ต้องอาศัยวิธีป้องกันโรค เช่น โรคพิษสุนัขบ้า โรคโพรงจมูกอักเสบ โรค ที.จี.อี. ( โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบติดต่อ) โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไฟลามทุ่ง เป็นต้น 

ขอบคุณที่มา http://guru.sanook.com/3950/